บทที่ 15 บทที่ 7 ข้อเสนอของเจ้านาย 100%
“ปริม” น้ำเสียงที่ขานเรียกน้องสาวเบาหวิว ดวงตาคู่คมไหววูบทอดมองร่างเล็กบางเนินนาน ก่อนรวบรั้งร่างนั้นเข้ามากอดเอาไว้แน่น “พี่สัญญากับพี่แล้วว่าจะปกป้องดูแลปริมกับแม่ เชื่อในตัวพี่นะ พี่จะไม่ทำให้เรา และแม่ต้องผิดหวัง”
“พี่ปรัชญ์” ปาริมาครางรับเสียงแผ่ว ก้มหน้าซบลงที่บ่าแข็งแรงก่อนปล่อยน้ำตาให้หลั่งไหลด่งที่หัวใจเรียกหา
อาการป่วยของบิดาไม่ใช่เรื่องคาดเดายากเลย ร่างกายซูบผอม ใบหน้าอิดโรย และซีดเซียวลงทุกๆ วัน แค่นั้นก็มากพอจะบ่งบอกได้ว่ามันหนักหนามากเพียงใด
“พ่อจะอยู่กับเราใช่ไหม”
ปรัชญ์ยกมือขึ้นลูบไล้เส้นผมดกดำที่กำลังซุกใบหน้าลงมาหาอกแกร่ง ชายหนุ่มหลับตาลงบ้าง ปลดปล่อยความทุกข์ใจ และความหวั่นวิตกที่สั่งสมมายาวนานไปกับอ้อมกอดของ ‘ครอบครัว’
ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเดินไปในเส้นทางแบบไหน พบเจอสิ่งใด เขาเชื่อว่าตนเองจะยังมีกำลังใจจากครอบครัวเสมอ
‘ถ้าพ่อไม่อยู่ แกต้องดูแลแม่กับน้องให้ดีนะปรัชญ์’
คำพูดของบิดาวนเวียนในห้วงจิตสำนึกของเขาเสมอมา มันไม่ใช่การสั่งเสีย ตั้งแต่เล็กจนโตบิดาจะพร่ำสอนเขาเสมอว่าลูกผู้ชายต้องอดทน เสียสละ และเข้มแข็งให้มาก เมื่อใดที่บิดาจากไปเขาจะต้องเป็นผู้นำของครอบครัวทดแทน อย่าร้องไห้ หรือเสียใจจนไม่สามารถดึงตนเองกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงได้ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีใครหนีพ้น เขาพยายามพร่ำบอกตนเองให้เชื่อมั่น ทว่าก็รู้ดีว่าตนเองไม่ได้เข้มแข็งเช่นบิดา
“พ่อจะต้องอยู่กับเรา”
แม้จะอยู่ได้เพียงในหัวใจ และความทรงจำก็ตาม
“เดี๋ยวปริมไปหาอะไรมาให้แม่ทานก่อนนะคะ ใกล้เวลาอาหารเย็นพ่อแล้ว”
ปาริมาผละออกจากอกของพี่ชาย หญิงสามฝืนยิ้มยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนคว้ากระเป๋าสะพายหลังสีน้ำตาลเข้มใบเดิมแล้วเดินออกจากห้องไป
เงิน… ปาริมาขบคิดขณะก้าวเดินออกไปอย่างไร้จุดหมาย
โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ได้รับการยอมรับในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทว่าในความโด่งดังของชื่อเสียง และคุณภาพของการรักษาสิ่งที่ต้องตามมาก็คือ… เงิน ค่ารักษาที่แพงลิบในแต่ละวันทำให้หญิงสาวหวั่นวิตกตามไปด้วย
‘มงคลกุล’ เป็นนามสกุลฝั่งของมารดา หลังจากต้นตระกูลของบิดาถูกฟ้องล้มละลาย ทุกอย่างก็พังทลายลงทันที ตอนที่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมปาริมามีอายุเพียง 5 ขวบ ส่วนปรัชญ์อายุ 8 ขวบ คำสั่งเสียสุดท้ายก่อนคุณปู่จะตรอมใจจากไปคือการให้เลิกใช้นามสกุล ‘หัตถกิจไพศาล’ และกลับไปใช้นามสกุลจากฝั่งของมารดาที่เป็นชาวสวนเก่าไม่ใช่ผู้ดีตกยากอย่างฝั่งของบิดา
อายเหรอ… คงใช่ เพราะต้นตระกูลเดิมของบิดาคือ ‘หัตถกิจไพศาล’ เป็นผู้ดีเก่าร่ำรวยมาหลายยุค กระทั่งถึงยุคของคุณปู่ ท่านลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับการค้าเพชรพลอย ตอนแรกทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี ทว่าสุดท้ายทุกอย่างก็ไม่ได้งดงามดั่งที่ ‘หุ้นส่วน’ บอกเล่าแม้แต่น้อย หุ้นของบริษัทตก หุ้นส่วนของคุณปู่หอบเงินก้อนสุดท้ายหนีไป และทิ้งหนี้สิ้นไว้ให้มากมาย กระทั่งไม่มีเงินมาจ่ายจนถูกฟ้องล้มละลาย
‘เปลี่ยนนามสกุลซะ!’
คำสั่งให้บิดา และมารดาพาหลานทั้งสองไปเปลี่ยนนามสกุลก่อนจะถูกฟ้องร้องไม่นานเป็นสิ่งสุดท้ายที่คุณปู่จะสามารถชดเชยความผิดทั้งหมดได้
ปาริมาไม่เคยโกรธการกระทำของท่านเลย ตรงกันข้ามกลับยังคงระลึกถึงรอยยิ้มเอื้อเอ็นดูที่ท่านมอบให้หลานนอกคอกคนนี้มาตลอด บิดาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว และเป็นบุตรที่ท่านตัดขาดเพราะนอกจากจะไม่สานต่องานในบริษัทแล้วบิดายังมาแต่งงานกับมารดาที่เป็นลูกชาวสวนจนๆ อีกด้วย กว่าท่านจะให้อภัยก็ตอนที่คุณย่าเสีย ตอนนั้นปาริมาเพิ่งเกิด คุณปู่รับกลับไปอยู่ที่บ้านหัตถกิจไพศาลด้วยความจำยอม ทว่าเพียง 5 ปีให้หลังความสุขก็พังทลายลง
ทุกวันนี้ครอบครัวใช้ชีวิตปกติสามัญมาโดยตลอด แม้ปรัชญ์จะพยายามอย่างหนักเพื่อเชิดหน้าชูตาให้ครอบครัว และสามารถกลับมาใช้นามสกุลเดิมของบิดา ทว่าวันนี้ปาริมาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความพยายามนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ในเมื่อ… บิดากำลังจะจากไปในอีกไม่นาน
‘ไม่เกิน 3 เดือน อย่างมากอาจ 6 เดือนค่ะ ขึ้นอยู่กับกำลังใจของคนไข้’
อาการป่วยของบิดาไม่อาจรักษาหายได้ เพราะทุกอย่างสายเกินไป ที่สำคัญดูเหมือนท่านจะไม่ยินยอมให้ความร่วมมือในการรักษาไม่ว่าจะทางใดเลย
‘พ่อไม่อยากเป็นภาระให้ปรัชญ์’
ร่างเล็กบางเดินมาหยุดยืนที่เคาน์เตอร์แผนกการเงินของโรงพยาบาล หญิงสาวชั่งใจเพียงไม่นานก็ยิ้มบาง แล้วเอ่ยถามพนักงานที่กำลังยิ้มรับ
“ดิฉันอยากทราบยอดค่าใช้จ่ายในการรักษาของคนไข้ชื่อนายธนา มงคลกุลค่ะ” ใบหน้าของพนักงานมีความสงสัยมากพอสมควร หากแต่ก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนค้นหาข้อมูลการรักษา และยอดค่าใช้จ่ายในทันที
“รอสักครู่นะคะ” ปาริมาเห็นพนักงานสาวกดคีย์บอร์ดสองสามครั้งก่อนเงยขึ้นมาระบายยิ้มบางๆ
“ตอนนี้ยอดค่าใช้จ่ายอยู่ที่สองแสนสี่หมื่นบาทถ้วนค่ะ แต่คุณปรัชญ์ผ่อนชำระวันนี้หนึ่งแสนบาท ยอดคงเหลือค้างชำระในเดือนนี้คือหนึ่งแสนสี่หมื่นบาทค่ะ”
ปาริมาชะงักงันไป ยอดค่าใช้จ่ายในการรักษาบิดาสูงลิบกว่าที่เธอคาดเอาไว้หลายเท่า หญิงสาวยิ้มเจื่อนก่อนกล่าวขอบคุณแล้วเดินจากมา
สองแสนสี่หมื่นบาท!
ต่อให้เอาชุดเครื่องเพชรซึ่งเป็นมรดกตกทอดชิ้นสุดท้ายของคุณย่ามาขาย ก็ไม่แน่ใจว่าจะพอจ่ายค่ารักษาทั้งหมดไหม อาจพอจ่ายแค่เดือนนี้ แต่เดือนหน้าล่ะ พี่ชายของเธอจะไปหาเงินจากไหนมากมายขนาดนั้นมาจ่าย เงินมากมายขนาดนั้นไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ ยอดชำระงวดแรกนั้นคงเป็นเงินเก็บทั้งหมดของพี่ชายตั้งแต่สมัยมัธยม
ร่างเล็กบางเดินเหม่อลอยกลับไปยังเส้นทางที่เดินจากมา ทว่าเพียงก้าวไปได้ครึ่งทางก็หยุดยืนที่มุมทางเดินตรงบันไดหนีไฟเมื่อคิดถึงคำพูดของบิดา
‘พ่อรู้ตัวดีปริมว่าอยู่ได้นานแค่ไหน’
ท่านไม่อยากให้ลูกๆ และภรรยาต้องลำบากตรากตรำหาเงินมารักษาด้วยท่านรู้ตัวดีว่าตนเองอยู่ได้อีกไม่นาน
“ฮึก” น้ำตาเม็ดเล็กเกลือกกลิ้งลงบนแก้มเนียนยามคิดถึงภาพรอยยิ้มโรยราของผู้ให้กำเนิด แม้ท่านจะพร่ำสอนให้เธอ และพี่ชายเข้มแข็ง แต่เมื่อถึงเวลาต้องบอกลาจริงๆ หัวใจดวงนี้ก็ไม่อาจทนไหว
“พ่อคะ ฮึก หนูจะทำยังไงดี” ร่างขอสาวน้อยทรุดฮวบลงบนพื้น หัวใจอ่อนล้าฝืนกลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ปาริมาร่ำไห้สุดเสียงด้วยความอับจนหนทาง แม้จะทำงานเสริมได้เงินมากพอสมควร ทว่ามันก็ยังน้อยไปอยู่ดีเมื่อเทียบกับค่าใช่จ่ายที่เกิดขึ้น
จะทำยังไงต่อไปดี!
ปาริมาร่ำไห้ทวงถามตนเองราวกับคนบ้า หากเธอมีเงินเก็บมากกว่านี้คงช่วยเหลือพี่ชายได้บ้าง ทว่าเพราะตนเองเป็นแค่พนักงานทำความสะอาด เงินเดือนไม่มากมายพอจะเก็บกำได้เยอะอย่างพี่ เพราะปรัชญ์ทำงานในบริษัทเอกชนชื่อดัง เป็นหัวแผนกบัญชีทั้งๆ ที่อายุยังน้อย ความรู้ความสามารถก็มากมายจนได้เงินเดือนสูงกว่าพนักงานระดับสูงในบริษัทเสียอีก แต่เธอกลับไม่มีความสามารถเช่นนั้นเลย
“ปริม” เสียงราบเรียบคุ้นหูกับฝีเท้าที่ใกล้เขามาทำให้ใบหน้าอ่อนหวานเปรอะคราบน้ำตาเงยหน้ามอง
“คะ คุณคราม” มือเรียวเล็กยกปาดน้ำตาบนแก้ม ก่อนลุกขึ้นยื่นแล้วค้อมศีรษะให้เจ้านาย “ยังไม่กลับเหรอคะ”
“ยัง” คเณศร์ตอบเสียงเรียบพลางสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ร่างสั่นเทาด้วยความรู้สึกกรุ่นๆ ในใจ “ร้องไห้ทำไม”
ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าทุกครั้ง ไม่เหลือร่องรอยดุกร้าวหรือความแข็งกระด้างอย่างเคย สายตาดุดันอ่อนแสงลงยามทอดมองร่างเล็กบางที่ไหวสะท้านยามสะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร เขาเห็นมาตลอด ยืนมองคนตัวบางร้องไห้อยู่ตรงนี้มาหลายนาทีจนกระทั่งทนไม่ไหว
“มีอะไรหรือเปล่า”
ทั้งๆ ที่รู้ว่าปาริมากำลังตกอยู่สถานการณ์ไม่สู้ดี ทว่าตัวเขาก็ไม่อาจผลีผลามทำอะไรลงไป หรือแม้กระทั่งแสดงตัวว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว หัวใจเย็นชาไร้ความรู้สึกเต้นในจังหวะแปลกๆ มีความห่วงใย และสับสนระคนกัน
สงสาร… อาจเป็นเพียงส่วนน้อยที่เขากำลังรู้สึก เพราะส่วนใหญ่นั้นมันคือความห่วงใย แม้ตนเองจะเพิ่งใช้วิธีสกปรกสร้างสถานการณ์บางอย่างให้ปาริมาทราบยอดหนี้ของค่ารักษาบิดาเพื่อเปิดทางให้หญิงสาวไม่อาจปฏิเสธเงื่อนไข และข้อเสนอของเขาได้ ทว่าพอถึงเวลาที่ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ปาริมาตกหลุมพราง สูญเสียการควบคุมจนไม่สามารถหาทางออกได้ กลับเป็นเขาที่รู้สึกแสบๆ คันๆ อยู่ข้างในหัวใจของตน
“มีอะไรบอกฉันได้นะ”
น้ำตาเม็ดเล็กที่เพิ่งแห้งเหือดไหลทะลักออกมาอีกครั้ง ก่อนร่างบอบบางจะถลาเข้าไปกอดรัดร่างสูงใหญ่อย่างคนต้องการที่พึ่ง สมองน้อยๆ ที่แบกรับความกดดันมากมายไม่อาจต้านทานเรื่องราวที่โหมซัดเข้ามาได้อีก เธอต้องการอ้อมกอด ที่พักพิงให้หัวใจได้พักผ่อน
อ่อนแอ… ปาริมายอมรับว่าตนเองกำลังอ่อนแอ และอ่อนล้าจะไม่อาจขบคิดหาทางแก้ไขสิ่งใดได้
“พ่อของหนูกำลังจะตาย ฮือ” เสียงอู้อี้ร้องบอกพร้อมอาการสะอึกสะอื้นเหมือนเข็มเล่มเล็กๆ หลายร้อยเล่มทิ่มลงบนหัวใจของคนยืนนิ่งพร้อมๆ กัน คเณศร์รู้สึกแสบๆ คันๆ ที่อกข้างซ้าย อาการเหมือนถูกใครสักคนทำร้ายด้วยเข็มเล่มเล็กๆ แต่ปวดร้าวไปทั้งอก
“เราไม่มีเงิน ฮือ ไม่มีเงินมารักษาพ่อแล้ว ฮึก”
“ใจเย็นๆ”
ชายหนุ่มยกมือลูบแผ่นหลังสั่นสะท้านเบาๆ ปลอบประโลมคนขาดสติที่ต้องการที่พึ่งด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ หากเขาไม่ทำให้ปาริมาทราบยอดหนี้ สาวน้อยคงไม่เจ็บปวดเสียใจเจียนตายขนาดนี้ ทว่าต่อให้เขาไม่สร้างสถานการณ์ อย่างไรเสียปาริมาก็ต้องรับรู้ทุกอย่างอยู่ดี อาจช้ากว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรู้ คนไม่อยากยอมรับผิดครุ่นคิดเข้าข้างตนเอง
“ปริม” คเณศร์ดันร่างบอบบางออกเล็กน้อยใช้นิ้วโป้งปาดไล้คราบน้ำตาบนแกมเนียนแผ่วเบา
“ไม่ต้องร้องแล้ว”
ใบหน้าอ่อนหวานเปื้อนน้ำตา สะอื้นเบาๆ อีกสองสามครั้ง ก่อนช้อนตาแดงก่ำมองเจ้านายเพื่อขอบคุณ
“ขอบคุณนะคะที่รับฟังหนู”
“ไม่เป็นไร” เขายิ้ม และเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนมากกว่าครั้งไหนๆ ในสายตาของเธอ รอยยิ้มที่เหมือนจะส่งผลรุนแรงจนกระทั่งดวงตาแดงก่ำคลอน้ำตาพร่าเลือนไปชั่วขณะ นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่พบกันที่เธอเห็นเขายิ้มด้วยรอยยิ้มจริงๆ ไม่ใช่รอยยิ้มเหยียดหยามอย่างเคย
“ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”
คเณศร์ยิ้มแย้มกว้างขึ้น มือหน้าเอื้อมไปลูบไล้เส้นผมดกดำของคนตัวบาง ก่อนม้วนเล่นพร้อมทอดสายตามองใบหน้าอ่อนหวานอย่างจริงจัง หัวใจเต้นถี่แรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ก่อนใบหน้าดุดันจะอ่อนโยนลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
“ไม่ใช่แค่ฟัง” เขาบอกก่อนขยับเข้าไปใกล้ชิด โน้มใบหน้าลงไปชิดใบหูเล็กแล้วกระซิบบางอย่างด้วยเสียงแหบพร่า และรอยยิ้มมุมปาก
“แต่ฉันมีข้อเสนอ”
